ทำความรู้จักโรค “ภูมิแพ้”

ทำความรู้จักโรค ภูมิแพ้

ภูมิแพ้ ภาวะภูมิแพ้ หรือที่เรียกว่าอัลเลอจี (Allergy) เกิดจากการที่คนเราได้รับสารก่อ ภูมิแพ้ สารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยานี้เรียกว่า อัลเลอเจน (Allergens) เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งไปกระตุ้นให้มีปฏิกิริยาการตอบสนองต่อสารก่อ ภูมิแพ้ เหล่านั้นมากผิดปกติ และทำให้เกิดอาการต่างๆ ที่เรียกว่า ภูมิแพ้ ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้แต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกันและความรุนแรงไม่เท่ากัน เพราะชนิดของสารก่อ ภูมิแพ้ ที่ได้รับและการตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคลต่างกัน อาจมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ภูมิแพ้ เป็นผลให้เกิดปัญหาการดำเนินชีวิตประจำวัน หรือบางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตเพราะ ภูมิแพ้

อาการของโรคภูมิแพ้
อาการของโรคภูมิแพ้

อาการของโรคภูมิแพ้

อาการของผู้ป่วย ภูมิแพ้ จะเกิดตามอวัยวะที่มีการอักเสบจากการกระตุ้นของสารก่อ ภูมิแพ้ หรืออาจมีสาเหตุจากพันธุกรรม ดังนั้นหากมีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคนี้ อาจส่งผลให้อาการรุนแรงขึ้น  และอาการแพ้จะแสดงออกมาทางระบบอวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้แก่

  • ผื่นคัน
  • ลมพิษ
  • น้ำมูก
  • จาม
  • คันจมูก
  • คัดจมูก
  • คันตา
  • เคืองตา
  • แสบตา
  • น้ำตาไหลบ่อย
  • ไอ
  • หอบ
  • แน่นหน้าอก
  • หายใจไม่คล่อง
  • หายใจแล้วมีเสียงวี้ด

ระบบหายใจ หรือที่เรียกว่า ภูมิแพ้อากาศ มีอาการตั้งแต่น้ำมูกไหล จาม คันจมูก คัดจมูก (คนทั่วไปเรียกว่าโรคแพ้อากาศ) จนไปถึงมีอาการรุนแรง เช่น ไอ แน่นหน้าอก มีอาการหอบ ซึ่งเป็นอาการของโรคหืด สาเหตุของ ภูมิแพ้ ของระบบทางเดินหายใจ ส่วนมากเกิดจากสารก่อภูมิแพ้ ในอากาศ โดยในคนไทยส่วนใหญ่มักเกิดจากการแพ้ไรฝุ่น รองลงมาคือ แมลงสาบ  ขนและรังแคสัตว์เลี้ยง เช่น  แมว สุนัข เกสรพืช หรือเชื้อราในอากาศ “สำหรับในเด็กเล็กๆ การแพ้อาหารเช่น นมวัว ไข่ อาจแสดงอาการออกมาทางระบบหายใจได้ เช่น หายใจครืดคราด เป็นต้น”

ผิวหนัง เช่น ผื่นลมพิษ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema) หรือ ผื่นแพ้จากการสัมผัส สาเหตุใหญ่ของลมพิษมักเกิดจากอาหารและยา ส่วนผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักเกิดขึ้นในเด็กที่มีพันธุกรรมของ ภูมิแพ้ ในครอบครัว อาจเกิดจาก ภูมิแพ้อาหาร เช่น นมวัว ไข่ ซึ่งทำให้เกิดผื่น โดยมักเกิดบริเวณแก้มในเด็กเล็กหรือข้อพับในเด็กโต

ระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาการปวดท้อง อาเจียน ถ่ายเป็นมูกเลือด สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก ภูมิแพ้อาหาร

ระบบอื่นๆ (ที่มักมีอาการรุนแรง) ผู้ป่วยบางรายมีอาการแพ้มาก อาจมีอาการเกิดขึ้นในทุกระบบ เช่น หอบ ลมพิษ ช็อค หรืออาจรุนแรงจนเสียชีวิตภายหลังจากการกินอาหารบางชนิด เช่น กุ้ง ถั่วลิสง  ฯลฯ หรือภายหลังได้รับยา เช่น เพนิซิลลิน

นอกจากนี้ยังอาจเกิดอาการท้องเสีย อาเจียน น้ำหนักลด รวมทั้งมีภาวะซีดเกิดขึ้นด้วยได้เช่นกัน จึงจำเป็นต้องหมั่นสังเกตตนเองและพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง

“ภูมิแพ้” เกิดจากอะไร
“ภูมิแพ้” เกิดจากอะไร

ภูมิแพ้ เกิดจากอะไร

สามารถแบ่งสารก่อภูมิแพ้ออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  1. สารก่อภูมิแพ้ทางอากาศ เช่น ไรฝุ่นบ้าน แมลงสาบ รังแคสุนัขและแมว หญ้าและวัชพืช สปอร์เชื้อรา เป็นต้น
  2. สารก่อภูมิแพ้ในอาหาร เช่น นมวัว ถั่วเหลือง ไข่แดง ไข่ขาว แป้งสาลี อาหารทะเล เป็นต้น

กรรมพันธุ์

ภูมิแพ้ สามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรม ผู้ที่มีพ่อ แม่ หรือญาติเป็นจะมีโอกาสเป็น ภูมิแพ้ มากกว่าผู้อื่น ผู้ที่เป็น ภูมิแพ้ ส่วนมากจะมีอาการเป็นๆ หายๆ ตั้งแต่เด็ก ๆ มีบางช่วงที่อาการดีขึ้น และบางช่วงอาการแย่ลง เด็กบางคนเมื่อโตขึ้นอาจไม่มีอาการของภาวะ ภูมิแพ้ อีก เด็กส่วนมากอาจกลับมามีอาการอีกเมื่อโตขึ้นเป็นวัยรุ่นหรืออายุประมาณสามสิบกว่าปีขึ้นไป อาการหลายชนิดเป็นอาการที่ชี้นำว่าท่านอาจเป็นโรคภูมิแพ้ เช่น จาม คัดจมูก มีน้ำมูก เป็นหวัดไม่ยอมหาย ไอ ไซนัสอักเสบบ่อย ๆ คันตา น้ำตาไหลขยี้ตาบ่อย ๆ ผื่นคัน ผิวหนังแห้งโดยเฉพาะบริเวณข้อศอก ข้อพับ เข่า และตามลำตัวในเด็ก ลมพิษ บางท่านอาจแพ้อาหาร หรือแมลงต่อย เช่น ผึ้ง ต่อ แตน

มลภาวะ

ซึ่งเกิดจากมลพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ และมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะ PM2.5

PM2.5 คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เทียบได้ว่ามีขนาดประมาณ 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผมมนุษย์ เล็กจนขนจมูกของมนุษย์ที่ทำหน้าที่กรองฝุ่นนั้นไม่สามารถกรองได้ จึงแพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด และเข้าสู่อวัยอื่น ๆ ในร่างกายได้ ตัวฝุ่นเป็นพาหะนำสารอื่นเข้ามาด้วย เช่น แคดเมียม ปรอท โลหะหนัก และสารก่อมะเร็งอื่น ๆ

เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยโรคทางจมูกอักเสบ เช่น ไซนัสอักเสบ รวมถึงผู้ป่วย ภูมิแพ้ มีอาการ ภูมิแพ้อากาศ และ ภูมิแพ้ฝุ่น รุนแรงขึ้น เนื่องจากเยื่อบุจมูกของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบ มีความไวต่อการกระตุ้นมากผิดปกติทั้งสารก่อ ภูมิแพ้ และสารที่ไม่ใช่สารก่อ ภูมิแพ้ มลพิษในอากาศชนิดต่างๆ จึงสามารถกระตุ้นให้ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบมี อาการเยื่อบุจมูกอักเสบ บวมมากขึ้น หากเยื่อบุจมูกบวมอยู่เป็นระยะเวลานาน อาจอุดกั้นรูเปิดของไซนัส ทำให้เกิดไซนัสอักเสบตามมาได้ หรือทำให้เยื่อบุรอบท่อยูสเตเชียน (ท่อเชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลาง และโพรงหลังจมูก มีหน้าที่ช่วยปรับความดันของหูชั้นกลางให้เท่ากับบรรยากาศภายนอก) บวม ทำให้มีการทำงานของท่อยูสเตเชียนที่ผิดปกติ และนำไปสู่โรคหูชั้นกลางอักเสบแบบมีน้ำขัง หรือหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันได้อีกด้วย

ร่างกายของผู้ที่แข็งแรงเมื่อได้รับฝุ่น PM2.5 อาจจะไม่ส่งผลกระทบให้เห็นในช่วงแรกๆ แต่หากได้รับติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือสะสมในร่างกาย สุดท้ายก็จะก่อให้เกิดอาการผิดปกติของร่างกายในภายหลัง โดยแบ่งได้เป็นผลกระทบทางร่างกาย และผลกระทบทางผิวหนัง

องค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) กำหนดให้ฝุ่น PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง ประกอบกับรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ที่ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศมากถึง 50,000 ราย ส่งผลไปถึงระบบเศรษฐกิจ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องสูญเสียเกี่ยวเนื่องกับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศนี้

การสูบบุหรี่

ควันบุหรี่ ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหลอดลม ทำให้เกิดการหลั่งสารน้ำเหลืองออกมาในจำนวนที่มากกว่าปกติ

(เหมือนกับที่น้ำตาไหล เมื่อควันบุหรี่เข้าตา) นอกจากนี้ควันบุหรี่ยังทำให้ขนเล็กๆที่ผิวหลอดลมไม่ทำงาน ซึ่งโดยปกติขนเล็กๆเหล่านี้ทำหน้าที่โบกพัด หรือขับฝุ่นและเสมหะออกจากหลอดลม เมื่อควันบุหรี่ทำให้ขนเล็กๆเหล่านี้ ไม่ทำงานก็จะทำให้ฝุ่นและเสมหะตกค้างในหลอดลม บุหรี่ ในควันบุหรี่ประกอบด้วยสารพิษหลายชนิด ซึ่งมีทั้งสารก่อมะเร็ง และสารก่อความระคายเคือง ต่อเยื่อบุทางเดินหายใจที่ทำให้เกิด ภูมิแพ้ ควันบุหรี่ที่ออกมาจากผู้สูบบุหรี่ที่เรียกว่า การสูบบุหรี่มือสอง ทั้งนี้ พบว่ามีปริมาณสารพิษในควันบุหรี่มากกว่า ควันที่ถูกสูดเข้าไปในตัวผู้สูบโดยตรงถึง 3-40 เท่า เด็กที่มีผู้ปกครองสูบบุหรี่ในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมารดาเป็นผู้สูบ จะมีโอกาสเป็นโรคหอบหืด มากกว่าเด็กปกติถึง 2 เท่า

ขาดการออกกำลังกาย

ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจาก ภูมิแพ้ ยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจส่วนล่าง หรือโรคหอบหืดมากกว่าคนปกติถึง 3 เท่า และเสี่ยงต่อการเป็น ภูมิแพ้ขั้นรุนแรง (Anaphylaxis) ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ รวมถึงอาจเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาอีก ไม่ว่าจะเป็นโรคไซนัสอักเสบ โรคริดสีดวงจมูก โรคหู ชั้นกลางอักเสบ ซึ่งล้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ก่อความรำคาญทั้งสิ้น

การออกกำลังกายเป็นหนึ่งในวิธีฟื้นฟูภูมิชีวิต ช่วยให้ภูมิคุ้มกันของเราทำงานได้อย่างปกติ ดังนั้นการออกกำลังกายของผู้ป่วย ภูมิแพ้ จึงเป็นการซ่อมแซมภูมิคุ้มกันที่บกพร่องให้กลับมาแข็งแรงและทำงานได้อย่างปกติดังเดิม และวงการแพทย์แผนปัจจุบันก็ให้ความสนใจกับการออกกำลังกายเช่นกัน”

สัตว์เลี้ยง ดอกไม้ เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ ละอองเกสร แมลงสาบ เชื้อรา รังแคของสุนัขและแมว

สภาพแวดล้อมของบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงจะทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ หรือ ภูมิแพ้ ได้ ละอองเกสร จากการนำต้นไม้ ดอกไม้สด ดอกไม้แห้งไว้ในบ้าน หรือละอองเกสรจากนอกบ้านปลิวเข้ามา หรือติดตามร่างกาย สุดท้ายคือ ไรฝุ่น โดยเฉพาะบนที่นอน เก้าอี้ โซฟา หรือเครื่องเรือนที่บุด้วยผ้า นุ่น หรือขนสัตว์ จะมีไรฝุ่นสะสมอยู่ภายในจำนวนมาก การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อดูแลตัวเองให้ห่างจาก ภูมิแพ้ ง่าย ๆด้วยการจัดระเบียบห้องนอนให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและรับแสงสว่างจากธรรมชาติ ในส่วนของตัวบ้านต้องทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก

ภูมิแพ้อาหาร เกิดจากอาหารจำพวก นม ไข่ ถั่ว แป้งสาลี อาหารทะเล ฯลฯ

อาหารสามารถเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิด ภูมิแพ้ ได้ การเกิด ภูมิแพ้อาหาร นี้มาจากการที่ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้และหอบหืด หรือเกี่ยวข้องกับยีนส์ทางพันธุกรรมหรือการมีระดับของซีรัมอิมมูโนโกลบูลินสูง และผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี โดยอาหารที่ส่งผลให้เกิด ภูมิแพ้อาหาร หลักๆ มีด้วยกัน 8 ชนิด หรือคิดเป็นร้อยละ 90 ของอาหารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ทั้งหมด ได้แก่ นมวัว ไข่ ถั่วลิสง ถั่วเปลือกแข็ง (เช่น วอลนัท พีแคน อัลมอนด์ และมะม่วงหิมพานต์) ปลา สัตว์น้ำที่มีเปลือกหุ้มและหอยชนิดต่างๆ ถั่วเหลือง และข้าวสาลี

นม: เด็กที่อยู่ในช่วง 6 เดือนแรก จะพบว่าแพ้นม จนอาจส่งผลต่อชีวิตได้ โดยพบเด็กอเมริกันแพ้นมร้อยละ 2-5 ในช่วงขวบแรก พบว่าอาการแพ้นมจะเกิดเป็นสองเท่าของการแพ้ไข่และสามเท่าของการแพ้ถั่วลิสง

ไข่: พบเด็กหลายคนที่แพ้ไข่ ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรดูฉลากอาหารว่ามีองค์ประกอบของไข่ ไข่ขาว ไข่แห้งหรืออัลบูมินผสมอยู่หรือไม่

สัตว์น้ำที่มีเปลือกและหอยชนิดต่าง ๆ : อาหารทะเลที่ก่อให้เกิด ภูมิแพ้อาหาร ได้แก่สัตว์น้ำที่มีเปลือกแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือสัตว์ที่มีลำตัวนิ่ม เช่น อัลบาโลน หอยนางรม หอยแมลงภู่ และปลาหมึก (Calamari) และสัตว์ทะเลประเภทกุ้ง ปู กุ้งทะเลขนาดใหญ่ กุ้งแม่น้ำ กุ้งก้ามกราม และปู

ถั่วเหลือง: เพราะว่าถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบสำคัญที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารมากที่สุด แต่ก็เป็นตัวการทำให้เกิด ภูมิแพ้อาหาร ดังนั้นการหลีกเลี่ยงจึงเป็นเรื่องที่ลำบาก และถ้าตั้งใจที่จะหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำมาจากถั่วเหลือง อาจทำให้ขาดสารอาหารได้

ข้าวสาลี: มีองค์ประกอบที่เป็นโปรตีนชนิดต่างๆ ที่อาจไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้แพ้ข้าวสาลี ดังนั้นถ้าแพ้ข้าวสาลีจึงควรอ่านฉลากให้แน่ใจเสียก่อนว่าไม่มีส่วนผสมที่ทำมาจากข้าวสาลีเพื่อหลีกเลี่ยงสารก่อ ภูมิแพ้ บางครั้งอาจไม่แสดงลงในฉลาก อย่างไรก็ตามให้สังเกตองค์ประกอบที่มีคำเหล่านี้ เช่น ข้าวสาลี แป้ง จมูกข้าวสาลี สตาร์ชจากข้าว รำ สตาร์ชดัดแปร แป้งชนิดหยาบ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธัญพืช เป็นต้น

ภูมิแพ้อากาศ ภูมิแพ้ฝุ่น โรคยอดฮิตของคนไทย

ภูมิแพ้อากาศ ภูมิแพ้ฝุ่น หรือจมูกอักเสบจาก ภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) คือ การอักเสบของเนื้อเยื่อจมูกเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารก่อ ภูมิแพ้ ในอากาศ เช่น ฝุ่นละออง ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ หญ้า แมลงสาบ รังแคสัตว์ ควันบุหรี่ เป็นต้น ซึ่งมักทำให้ผู้ป่วยจาม คัดจมูก คันจมูก น้ำมูกไหล และเจ็บคอ

ปัจจุบันโรคภูมิแพ้พบมากขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยมีอุบัติการณ์ของ ภูมิแพ้ มากขึ้น 3-4 เท่า เมื่อเทียบกับเมื่อ10 ปีก่อน โดยพบโรคจมูกอักเสบจาก ภูมิแพ้ ร้อยละ 23-30 โรคหืดร้อยละ 10-15 โรคผื่นผิวหนังอักเสบจาก ภูมิแพ้ ร้อยละ 15 และ ภูมิแพ้อาหาร ร้อยละ 6  การพบ ภูมิแพ้ฝุ่น และ ภูมิแพ้อากาศ เพิ่มขึ้นในประเทศไทยก็เพราะวิถีของคนไทยเปลี่ยนไป ประชากรมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น อยู่กันอย่างแออัด บ้านเรือนจากเดิมที่มีลักษณะโปร่ง โล่ง มีการถ่ายเท ปัจจุบันอาจเป็นเพราะว่าเปลี่ยนไปเป็นแบบตะวันตกมากขึ้น มีเพดานเตี้ยประดับประดาไปด้วยเครื่องเรือน ปิดหน้าต่างตลอดเวลา เปิดเครื่องปรับอากาศ ภายในห้องมีพรมซึ่งมีไรฝุ่นมาก มีต้นไม้ประดับซึ่งมีเชื้อรา นิยมเลี้ยงสุนัข แมวในบ้าน บางคนถึงกับเอาไปนอนด้วย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสารก่อ ภูมิแพ้ฝุ่น และ ภูมิแพ้อากาศ ที่เราสูดหรือสัมผัสเข้าสู่ร่างกายตลอดเวลายิ่งกระตุ้นให้ร่างกายเกิดอาการ ภูมิแพ้ ขึ้น

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น มลพิษในอากาศ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ฝุ่นละอองตามถนน ควันจากท่อรถยนต์และจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันบุหรี่ ที่ปล่อยมลภาวะ แลพฝุ่นpm2.5เป็นจำนวนมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยทำให้เกิดอุบัติการณ์ของ ภูมิแพ้ฝุ่น ภูมิแพ้อากาศ ในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

การตรวจหา ภูมิแพ้
การตรวจหา ภูมิแพ้

การตรวจหา ภูมิแพ้ ในตนเอง

การวินิจฉัย ภูมิแพ้ มีวิธีการทดสอบอีกหลายวิธีเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและวางแผนการรักษา แต่ที่นิยมทำกันมี 2 วิธี คือ

  1. การทดสอบ ภูมิแพ้ ทางผิวหนัง (Allergy skin testing) การทดสอบวิธีนี้หลักๆ จะมี 2 วิธีคือการสะกิดผิวหนัง (Skin Prick Test) และ การฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Intradermal Test) ซึ่งวิธีแรกคือการสะกิดผิวหนัง ได้รับความนิยมมากกว่า เนื่องจากทำง่าย เร็ว ไม่เจ็บและใช้อุปกรณ์น้อย และเสี่ยงต่อการเกิด ภูมิแพ้ แบบรุนแรงน้อย
  2. การเจาะเลือดหาสารก่อภูมิต้านทานที่จำเพาะกับสารก่อ ภูมิแพ้ แต่ละชนิด (Serum Specific IgE) เป็นการเจาะเลือดประมาณ 3-5 มิลลิลิตร เพื่อหาสารก่อภูมิต้านทานที่จำเพาะกับสารก่อ ภูมิแพ้ แต่ละชนิด (Serum Specific IgE) ในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ทราบว่าผู้ป่วยแพ้สารชนิดใดบ้าง และแพ้ในระดับมากหรือน้อยเพียงใด โดยการเจาะเลือดหาค่า IgE จะเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคผิวหนังหรือมีปฏิกิริยาแพ้ทางผิวหนังง่าย ทั้งนี้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องงดยาแก้แพ้ก่อนตรวจ รวมถึงยังใช้เวลาไม่นาน เพียงแค่เจาะเลือด 1 ครั้ง ก็สามารถหาสารก่อ ภูมิแพ้ ได้หลายชนิด การทดสอบด้วยการเจาะเลือดจึงนับว่ามีความปลอดภัย และไม่เสี่ยงต่อการเกิด ภูมิแพ้ แบบรุนแรง แต่อาจรอผลตรวจหลายวัน
อุปกรณ์ที่คนเป็น ภูมิแพ้ ควรมี
อุปกรณ์ที่คนเป็น ภูมิแพ้ ควรมี

9 อุปกรณ์ที่คนเป็น ภูมิแพ้ ควรมี

  1. ยาแก้แพ้ – สำหรับคนที่มีอาการ ภูมิแพ้ ยาแก้แพ้เรียกได้ว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ต้องมีเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะในบ้าน นอกบ้านหรือเวลาเดินทางไกลก็ยิ่งจำเป็นอย่างมากที่ต้องมีติดตัวไว้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มได้แก่ยากลุ่มแรก คือ ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มดั้งเดิม หรือ ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มที่ทําให้ง่วงซึม
  2. เป็นยาต้านฮีสตามีนรุ่นแรก ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramine) ยาเม็ดเล็ก ๆ สีเหลือง เป็นยาแก้แพ้ ที่มีฤทธิ์ลดน้ำมูกไหลได้อย่างดี และราคาไม่แพง
  3. ไตเมนไฮดรีเนต (dimenhydrinate) ไฮดรอไซซีน (hydroxyzine) ทริโปรลิคืน (triprolidine) บรอมเฟนิรามีน (brompheniramine) คีโตติเฟน (ketotifen) และ ออกซาโทไมด์ (oxatomide) ยาในกลุ่มนี้ สามารถใช้รักษาอาการเยื่อจมูกอักเสบเนื่องจาก ภูมิแพ้ ที่มีอาการคัน จาม น้ำมูกไหลนอกจากนี้ยังสามารถบรรเทา อาการเมารถ เมาเรือได้
  4. ยาแก้คัน – ส่วนใหญ่จะมีเสตียรอยด์ผสมอยู่ ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรปรึกษาเภสัชกร หรือ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  5. ยาพ่นจมูก – มีอยู่ด้วยกันหลายกลุ่ม แต่สำหรับยาพ่นจมูกที่เป็นมาตรฐานสำหรับโรคจมูกและไซนัส คือยาพ่นจมูกกลุ่มสเตียรอยด์ เพราะเป็นยาออกฤทธิ์เฉพาะที่ที่ให้ผลในการต้านการอักเสบได้ดีที่สุด เมื่อพ่นยาเข้าไปในโพรงจมูก ยาสเตียรอยด์จะผ่านเข้าไปในเซลล์และไปจับกับตัวรับสเตียรอยด์ มีผลต่อการสังเคราะห์โปรตีนที่ยับยั้งเซลล์และการหลั่งสารเคมี ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับการอักเสบ
  6. เครื่องล้างจมูก – ล้างโดยการใช้น้ำเกลือฉีดผ่านไซริ้ง หรือเครื่องล้างจมูก เพื่อนำน้ำมูกและสิ่งตกค้างออกจากโพรงจมูก
  7. เครื่องฟอกอากาศ – ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นเลยก็ว่าได้ เนื่องจากสภาวะของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็นอย่างมาก อันเนื่องมาจากฝีมือของมนุษย์ อย่างเช่น มลภาวะ และฝุ่นpm2.5 ทำให้อากาศที่ไม่บริสุทธิ์อย่างที่เคย เครื่องฟอกอากาศจึงเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดในขณะนี้ เพราะเจ้าเครื่องนี้จะทำการฟอกอากาศที่มีสิ่งปนเปื้อนหรือแม้แต่ฝุ่นละอองเล็ก ๆน้อย ๆที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ที่เป็นตัวการก่อ ภูมิแพ้ ทำให้เรามั่นใจมากยิ่งขึ้นในทุก ๆวินาทีที่สูดอากาศเข้าไปในปอด
  8. เครื่องดูดไรฝุ่น – ไรฝุ่นเป็นอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมากๆ ที่มองไม่เห็นแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความร้ายกาจ เพราะนอกจากมันจะทำให้คุณเกิดผดผื่นบนใบหน้าในรายที่มีการ ภูมิแพ้ ได้ง่ายแล้ว มันยังเป็นตัวการที่ทำให้คุณเกิดอาการป่วยเป็น ภูมิแพ้อากาศ และ ภูมิแพ้ฝุ่น ได้อีกด้วย เครื่องดูดไรฝุ่นจึงเป็นอุปกรณ์เสริมที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่เป็น ภูมิแพ้
  9. เครื่องเพิ่มความชื้น – อากาศที่แห้งจนเกินไปนั้นมีส่วนสัมพันธ์กับการเร่งปฏิกิริยาของร่างกายให้เกิดอาการ ภูมิแพ้ ได้ง่าย นั่นจึงทำให้เครื่องทำความชื้นเข้ามามีบทบาทหรือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับเรื่องนี้ เนื่องจากเครื่องพ่นทำความชื้นมีส่วนช่วยในการปรับสมดุลสุขภาพของผู้ใช้งานนั่นเอง นอกจากนี้เครื่องเพิ่มความชื้นยังช่วยดักจับฝุ่นละอองให้ตกลงสู่พื้นได้อย่างรวดเร็วลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นช่วยลด ภูมิแพ้อากาศ ได้อีกเยอะ
การรักษา ภูมิแพ้
การรักษา ภูมิแพ้

การรักษา ภูมิแพ้

                การรักษา ภูมิแพ้ มีหลากหลายวิธีด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น การหลีกเลี่ยงจากสารที่แพ้ หรือ สารที่ก่อให้เกิด ภูมิแพ้ (กรณีที่ทราบว่าตนเองแพ้สารอะไร) ใช้ยารักษาเฉพาะโรค ซึ่งการใช้ยาจะเป็นการควบคุมไม่ให้อาการเกิดขึ้น และควรอยู่ในการแนะนำของแพทย์ อย่างไรก็ตามการป้องกันไม่ให้เกิด ภูมิแพ้ เป็นวิธีที่ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุด เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำ การทำความสะอาดที่อยู่อาศัยเสมอ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิด ภูมิแพ้ และตรวจสอบหาสารที่แพ้ สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เราห่างไกลจาก ภูมิแพ้ นั้นเอง

Tags:

Leave a Reply

Your email address will not be published.